สมาชิกเข้าสู่ระบบ

User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา

เมนูหลัก




































<

วัดวิชุล พระธาตุแตงโม

วัดวิชุนราช ณ จังหวัดหลวงพระบาง ประเทศลาว

              วัดแห่งนี้เจ้าชีวิตวิชุนราชโปรดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๐๔๖ ได้ตั้งชื่อวัดตามพระนามของพระองค์ เมื่อสร้างสำเร็จก็ได้อัญเชิญพระบางจากวัดมโนรมย์มาประดิษฐานไว้ที่วัดวิชุน วัดนี้มีความสำคัญด้วยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์สำคัญหลายองค์เช่นในปี พ.ศ.๒๐๖๖ พระเจ้าโพธิสารอมรินทราธิราช ทรงแต่งราชทูตไปขออัญเชิญพระแซกคำจากพระเมืองเกษเกล้ามาประดิษฐานคู่กับพระบางทางเชียงใหม่ได้แต่งให้พระเทพมงคลเถระเป็นผู้นำมาพร้อมด้วย
  พระไตรปิฎก ๖๐ คัมภีร์มาด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๐๖๘ พระเจ้าโพธิสารราชทรงผนวชที่วัดนี้ใน ปีพ.ศ.๒๐๙๑ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร( พระแก้วมรกต ) กับพระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย ( พระแก้วขาว ) หรือพระจันทรรัตนะ จากเมืองเชียงใหม่มาพร้อมพระองค์แล้วประดิษฐานไว้ที่วัดนี้ วัดนี้ยังเป็นวัดที่กระทำสัตย์ระหว่างเจ้าองค์นกและเจ้าอินทโสม ( พระอนุชาเจ้ากิ่งกิสราช ) ที่รบเพื่อแย่งชิงเมืองหลวงพระบางกัน เจ้าอินทโสมได้รวบรวมไพร่พลจากเมืองแพร่ เมืองล่า เมืองพง
มาตั้งพลอยู่ ที่เมืองงอยลำน้ำอูเพื่อชิงเอาเมืองคืน เมื่อเจ้าองค์นกทราบจึงปรึกษากับเสนาบดีและทรงเห็นว่าถ้ารบกันไพร่พลก็จะล้ม ตาย และความสัมพันธ์ฉันญาติก็จะสิ้นไป จึงนิมนต์พระราชาคณะขึ้นไปเชิญเจ้าอินทโสมลงมาเจรจากัน พร้อมทั้งให้สัตย์ว่าจะไม่ทำร้ายกันที่ภายในสิมวัดวิชุน
   ปี พ.ศ.๒๓๗๐ เจ้าพระยาราชสุภาวดี ( สิงห์ สิงหเสนีย์ ) แม่ทัพของสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ปราบกบฎเจ้าอนุรุธได้แล้วอัญเชิญพระบางไปไว้ที่กรุงเทพฯ ปีพ.ศ.๒๓๘๒ สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงตั้งเจ้าราชวงศ์สุกเสริมเป็นพระเจ้าล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง ซึ่งได้ทรงอัญเชิญพระบางกลับมาหลวงพระบางทางบก เมื่อมาถึงบ้านเชียงแมนก็กระทำพิธีเฉลิมฉลอง ๙ วัน ๙ คืน แล้วจึงนำกลับมาประดิษฐานไว้ที่สิมวัดวิชุน และทรงตั้งพิธีรับน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ถวายสัตย์ต่อหน้าพระบางตลอดสมัยที่เป็นเมืองขึ้นของสยาม ปี พ.ศ. ๒๔๓๗ สมเด็จพระเจ้าสักรินทร์ทรงอัญเชิญ พระบางไปประดิษฐานไว้ที่วัดใหม่สุวรรณภูมาราม ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นสถานที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา แต่หลังจากที่มีการรวมแขวงเวียงจันทน์, พวน, หัวพัน, หัวของแล้ว ก็เห็นว่าสถานที่นี้คับแคบเกินไปสำหรับการประกอบพิธี จึงย้ายที่ประกอบพิธีไปกระที่วัดวิชุนดังเดิม ปี พ.ศ.๒๔๓๙ สมเด็จพระเจ้าสักรินทร์ทรงรื้อวัดวิชุนหลังเก่าที่ชำรุดลงเสีย

  แล้วทรงปฎิสังขรณ์ใหม่ทั้งหลังตามแบบเก่า เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เจ้าสุพรรณรังสี พระรัชทายาทที่สิ้นพระชนม์และเคยบวชเป็นสามเณรที่วัดนี้ สิ่งก่อสร้างสำคัญ มี ๓ สิ่งคือ พุทธสีมา, ซุ้มประตูโขง, พระธาตุพุทธสีมา สิมวัดวิชุนนี้มีความงดงามในรูปแบบที่แตกต่างไปจากพุทธสีมาอื่น ฯ ที่มีอยู่ในประลาว เชื่อว่าได้รับอิทธพลของวิหารแบบไทลื้อสิบสองปันนา บานประตูไม้แกะสลักรูปพระศิวะ พระวิษณุ พระพรหม และพระอินทร์ เป็นศิลปะแบบเชียงขวาง คาดว่าสร้างในสมัยหลังไม่ได้สร้างขึ้นพร้อมพัทธสีมา ที่หน้าต่างพุทธสีมาประดับด้วยลูกติ่ง(ไทยเรียก ลูกมะหวด) กลึงจากไม้ให้แสงลอดผ่านได้ สิมแห่งนี้มีจารึกโบราณกล่าวถึงการสร้างที่มาของเสาไม้ภายในสิมรวมถึงชื่อเสาต้นต่าง ๆดังนี้
พระเจ้าวิชุนหราชธิปัติ(ท้าวไพพู) ทรงสร้างใส่นาไร่เดียว(นาข้าวจ้าว) เดือน ๖ ขึ้น ๑ ค่ำ มื้อรวายยี ยามตูดตั้งมื้อเช้าปีเต่าสัน จ.ส.๘๗๔ เสาไม้สูง ๑๕ วา ๑ คืบ ใหญ่ ๑๓ กำ ๕ ห้อง ก่อแท่นมุงดินขอฝาแป้น ลวงยาววัด ๑๙ วา ลวงขวาง๙ วา เป็นกำหนด
๑.เสาทางหน้าก้ำน้ำโขง ชื่อว่า สายแสงสุรเยศเรื่องรุ่งแจ้งเวหา เอาป่าน้ำเลียมารอด เสานี้เป็มงคล
ขอดแก่นมั่น เอาไว้หน้าต่างวิหาร
๒.เสาคู่ก้ำด้านตาวันออกชื่อ บุญเรืองแปวผ่านฟ้า เอาป่าพูเลียมารอด เป็นยอเมืองล้านช้างกล่าวย่องยอสิม
๓.เสาถว้น 2 ก้ำน้ำโขง ชื่อบุญชอุ่ม เอาป่าน้ำอุมารอดลือทั่วเท่าถวายพระยอดเมืองก้ำน้ำโขง
๔.เสาคู่ก้ำตาวันออกชื่อว่า อินทร์ลงหล่อ เอาแต่ป่าพูเยียมารอดถวายบาทคำยอดฟ้า กล่าวย่องยองาม
๕.เสา ถ้วน ๓ ก้ำน้ำโขง ชื่อ พิทูนแก้ว (เข้าใจว่าคือ ไฟฑูรย์กแก้ว) เอาแต่พายหนห้องผาไดแดนไกลยิ่งจิ่งแอ ฝูงไทยม่านยอมแห่นแห่มาถวายบาทคำพระเป้นเจ้าจึงให้พร้อมรางวัล
๖.เสาคู่ก้ำด้านหน้าตาวันออกชื่อว่า เทียนทองสิงมิ่งไม้ เอาแต่ป่าน้ำโสมมารอด ปัดขอดเสาไม้นี้งามเลิศล้ำ เถิงเผียงเพียงเสมน
๗.เสาถ้วน ๔ ก้ำน้ำโขงชื่อว่า แท่งทองทิพย์ เอาป่าน้ำโสมมารอดปัดขอดฝูงไฟ่(ไพร่) ไทยทวยค้า จึ่งได้มาถวาย
๗.เสาค้ำตาวันออกชื่อว่า เลาเงินตราค่าล้าน เอาแต่ป่าน้ำโสมมามีแต่ผู้หัวล้นและหัวล้านสาระพาเรโล ชักลากมาถวายเจ้าผ่านนคร
๙.เสาถ้วน ๕ ก้ำน้ำโขงชื่อว่า ยอดนครกว้าง เอาแต่ป่าน้ำรางมาถวายแก่พระใจกว้าง แพงตี้แว่นนคร
๑๐.เสาคู่ก้ำตาวันออกเชื่อว่า ปืนธนูพิสก้า ยอดสอดแล้วล่วงฟ้าพระเวหา เอาป่ายอดเรามารอดแล้ว ถวายพระบาทพระยำเก้าองค์ล้ำโลกธัม
๑๑.เสาถ้วน ๖ ทางกอยก้ำตาวันออกชื่อว่า บุนเรื่องลือทั่วทั้งชมพู(เชื่อว่าหมายถึงชมพูทวีป) แทนเสาไม้ดู่ล่องมา
แต่ เมืองยู้ จมอยู่วังยอง เสานี้เป็นไม้ของเพิ่นบ่เอามาใช้ (หมายถึง เป็นของผู้อื่นไม่เอามาใช้) ปะให้เป็นอารักส์ร้ายเงือกใหญ่อยู่วังยองแท้ ดาย คนทั่งปวงอย่างล่องกายไปใกล้ แท้ ๆ เนอ เสาคู่ก้ำน้ำของตาวันตกชื่อว่า อกพวนก้า เจ้าคำอุ่นเมืองส่งมารรอดถวายแก่พระยอดสร้อยวิชุนหะราช เจ้าบุญกว้างมิ่งนคร ขอให้พันทะนังเกี้ยวไมตรี อย่าเหียฦ(เหิน) ห่างแด่นอ เมืองพวนกับเมืองล้านช้างชอให้อย่าง ให้ห่างเหินเจ้าเรียพุทธสีมา

  วัดวิชุนเคยใช้เป็นหอพิพิธภัณฑ์ศิลปะทางศาสนา เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๕ โดยนำวัตถุมรดกทางศาสนาและวัฒนธรรมต่าง ๆ มาแสดงไว้ที่นี่ ปัจจุบันสิ่งของดังกล่าวถูกโยกย้ายไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังเก่าเป็น จำนวนมาก คงเหลือเพียงโบราณศิลปะวัตถุอันงดงามจากหลายยุคหลายสมัยวางอยู่ด้านข้างและ ด้านหลังพระประธาน อาทิ แผงพระพิมพ์ไม้แกะสลัก ไม้จำหลักลวดลายต่าง ๆพระพุทธรูปสำริดและพระพุทธรูปไม้แกะสลักลงรักปิดทองขนาดสูงเท่าคนจริง ซึ่งประดิษฐานเรียงรายอยู่โดยรอบ ศิลปวัตถุที่สำคัญอีกสิ่งในสิมวัดวิชุนคือ ปราสาทโลหะจำลอง ที่นำมา
   จากเมืองเชียงแสน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๒๖๙ ซึ่งมีความคล้ายกับปราสาทจำลองที่พญาหลวงเจ้ามังพรสแพ้ก พร้อมทั้งพระนางบุษบาสิริวัฒนเทพาราชกัญญาพระมเหสีและ พระยอดงำเมืองพระราชโอรส หล่อขึ้นเมื่อ พ.ศ.๑๑๗๐ อันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างล้านนาและล้านช้างได้เป็น อย่างดี สันนิษฐานว่าอาจใช้สำหรับเป็น

 โคมปล่อง ประดับตามมุมเจดีย์หลายองค์ในเมืองเชียงแสนขณะนั้นซุ้มประตูโขง มีลักษณะเป็นซุ้มยอมดอกบัวตูม ปัจจุบันยังคงเหลืออยู่ทางทิศเหนือ สันนิษฐานว่า โขง หมายถึง โค้ง ซึ่งจะเห็นได้จากวงประตูรูปโค้งครึ่งวงกลมเชื่อว่าประตูโขงคงพัฒนามาจากทวาร โตรณะ(Drava Torana) ของอินเดียซึ่งเป็นเครื่องหมายบอกทางเข้าพุทธสถาน ประตูโขงมีลักษณะคล้ายปราสาทย่อส่วนซ้อนชั้น ส่วนหลายสุดเป็นยอดแหลมซึ่งตามความหมายของคำว่า ปราสาท จะเห็นได้จากเหนือชั้นหลังคาเอนลาดจะสร้างปราสาทย่อส่วนซ้อนขึ้นไป ที่องค์
ปราสาท จะมีซุ้มโค้งประดับ ในศิลปะอินเดียเรียกซุ้มโค้งนี้ว่า กุฑุ(Kudu) อันเป็นสัญลักษณ์แห่งสวรรค์ชั้นฟ้า คือเขาไกรลาสที่ประทับแห่งพระศิวะ หรือเขาพระสุเมรุศูนย์กลางแหงจักรวาล.

พระธาตุพระเจดีย์พระปทุมหรือพระธาตุดอกบัวใหญ่เป็นพระธาตุขนาดใหญ่ทีมีรูปทรงแปลกว่าธาตุใดๆในหลวงพระบาง



                    คนลาวเรียกว่า พระธาตุหมากโม เพราะมีรูปคล้ายแตงโมตัดครึ่ง หรือทรงโอคว่ำ ยอดพระธาตุมีรัศมีเปลวไฟคล้ายยอดพระพุทธรูปแบบสุโขทัย ที่มุมฐานชั้นบนและชั้นกลางประดับเจดีย์ทรงดอกบัวตูม ตามประวัติกล่าวว่าพระนางพันตีนเขียง อัครมเหสีของเจ้าชีวิตวิลราชโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๐๕๗ในปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ใจรฮ่อทางภาคใต้ของจีนได้มาปล้นหลวงพระบางและ ทำให้พระธาตุเสียหาย พระเจดีย์พระปทุมนี้จึงทรุดโทรมลงไประยะหนึ่ง เมื่อมาถึง พ.ศ.๒๔๓๘ รัชสมัยของพระเจ้าชีวิตสักรินทร์(คำสุก) พระราชบิดาของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ได้ทำการบูรณะใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๗ พระธาตุปทุมได้แตกออกพังทลายลงบางส่วนเนื่่องจากถูกน้ำฝนกัดเซาะ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์และชาวหลวงพระบางจึงดำเนินการบูรณะใหม่อีกเป็น ครั้งที่สองในการซ่อมแซมครั้งนี้ดได้พบวัตถุมีค่าจำนวนมากเช่นพระธาตุเจดีย์จำลองพระพุทธรูปหล่อด้วยทองคำเงินสำริดพระพุทธรูปแกะสลักจากแก้วและอัญมณีรวมทั้งวัตถุทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมในพุทธศตวรรษที่ ๒๐๒๑ จำนวนมากต่อมาในราวปีพ.ศ.๒๔๘๐ Henri Marchellชาวฝรั่งเศสได้ออกแบบเพื่อการบูรณะใหม่อีกครั้ง ในการบูรณะได้พบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากรวมไปถึงเจดีย์ทรงปราสาทจำลองประดับเพชรพลอยที่มีรูปคล้ายกับเจดีย์ของล้านนาซึ่งเป็นรูปบบที่นิยมในยุคพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ปัจจุบันจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังเมืองหลวงพระบาง


ขอบคุณ : ข้อมูลจาก หนังสือ ชื่นชมสถาปัตย์ วัดในหลวงพระบาง โดยวรสัญกจ์ บุณยสุรัตน์